หนังสือศิลป์ภาพสีน้ำเล่า ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9’ ระหว่างประทับในเมืองโลซานน์ ทำโดยสุคำกล่าว โล่ห์คุณลักษณะ และก็ อำเภอเกริกบุระ ยมนาค

โลซานน์ (Lausanne) เมืองเล็กๆสวยของประเทศสวิตเซอร์แลนด์..ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมท้องนาถบพิตร กษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงประชาคนไทย ทรงใช้เวลาในวัยเด็กร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระเจ้าพี่นางคุณ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงจังหวัดนราธิวาส ราชเจ้าเมือง แล้วก็ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชแม่ ตรงเวลาแทบ 20 ปี

คนใดได้โอกาสอ่าน ‘แม่เล่าให้ฟัง’ แล้วก็ ‘นายจ้างเล็กๆ- ยุยงวกษัตริย์’ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คงจะอิ่มอกปลื้มใจแล้วก็ยิ้มไปกับพระราชจริยวัตรของ ‘นายจ้างเล็กๆ’ ตั้งแต่เสด็จพระราชการบังเกิด รวมทั้งขั้นตอนการบำรุงรักษาที่ ‘สมเด็จคุณย่า’ ทรงมอบให้ยุยงวกษัตริย์ทั้งคู่ท่านในเมืองโลซานน์ ดินแดนที่เป็นสุขสงบ เรียบง่าย สนิทสนมธรรมชาติ เป็นที่ที่น่าอยู่ อากาศดี การเรียนรู้ดี สังคมมีความเอื้ออารี-มีวินัยสูง ตอนที่ทรงประทับอยู่ตรงนี้ก็เลยเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักความอบอุ่นของครอบครัวราชสกุลมหิดล

หลายท่านต้องการไป ‘โลซานน์’ ต้องการมองเห็นเมืองที่ ‘พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9’ ทรงสุขสบายในวัยเด็ก

ปัจจุบันคุณ สุคำกล่าว โล่ห์คุณลักษณะ คนเขียนสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งเคยเรียนรู้อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์รวมทั้งปฏิบัติงานกับสายการบินแห่งชาติสวิสกว่า 20 ปี และก็ อำเภอเกริกบุระ ยมนาคนักแสดงวาดภาพสเกตช์ภาพสีน้ำ ได้ด้วยกันสะกดรอยพระบาท ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9’ และก็นำสถานที่หลายที่ในเมืองโลซานน์ที่เกี่ยวโยงกับท่าน มาถ่ายทอดเอาไว้ภายในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi เสร็จบริบูรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

หนังสือ  ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ เป็นหนังสือศิลป์ภาพเล่า บอกเล่าเรื่องราวเรียงลำดับตั้งแต่เพราะอะไรราชสกุลมหิดลก็เลยจะต้องเดินทางไปพักที่เมืองโลซานน์

คนอ่านจะได้รู้พระราชประวัติพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้า เรื่อง แล้วก็เรื่องราวที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อครั้งประทับในเมืองโลซานน์ ตรงเวลาแทบสองทศวรรษ แล้วก็การเสด็จเยี่ยม 13 ประเทศในยุโรปเมื่อปีพุทธศักราช2503

ในช่วงท้ายของหนังสือ ยังได้เอ่ยถึงโครงงานสาเหตุจากความคิดแล้วก็พระเมรุมาศ

ทั้งผองนี้เล่าผ่านภาพวาดสีน้ำ-ภาพสเกตช์ของคุณครูเกริกบุระ แล้วก็การร้อยเรื่องของคุณสุวจนะ

คุณสุคำกล่าวให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของกระบวนการทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับการติดต่อจากศูนย์ศิลป์ฮอฟอาร์ต (Hof Art) แล้วก็คุณผู้รู้ความสนุกสนาน โรจน์นพานิช เพื่อทำแผนการสะกดรอยพระบาทเกี่ยวกับเมือง โลซานน์ ซึ่งเป็นเมืองที่ ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่เก้า’ ทรงเคยประทับ โดยลงพื้นแท้จริงร่วมกับคุณครูเกริกบุระ ยมนาค ซึ่งได้รับเชิญชวนให้ร่วมแผนการนี้เช่นเดียวกัน ก็เลยเสนอแนวความคิดแนวทางการทำหนังสือศิลป์ภาพเล่า

ขณะที่ อำเภอเกริกบุระก็มีความต้องการดำเนินการมอบพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งปฏิบัติงานที่เปรียบได้ดั่งการบันทึกประวัติศาสตร์ ประกอบกับยังไม่เคยมีการวาดรูปสีน้ำและก็ภาพสเกตช์สถานที่ในเมืองโลซานน์ที่ท่านทรงเคยเสด็จประทับ และสถานที่อื่นๆที่มีความสัมพันธ์กับท่านตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ทรงประทับในเมืองโลซานน์ ก็เลยเห็นพ้องต้องกันถึงการวางแนวความคิดให้หนังสือเล่มนี้เป็น ‘อัลบั้ม’ หรือ ‘หนังสือศิลป์ภาพเล่า’ ใช้การเขียนภาพประกอบเล่า โดยไม่ใช้รูปใดๆก็ตามเลย

“เป็นโลซานต์คนไปถ่ายภาพจำนวนมาก แม้กระนั้นสเกตช์บุ๊คยังไม่มี แรกๆผมก็คิดอย่างงั้น แม้กระนั้นพอเพียงทำไป ผมต้องการสื่อข้อเท็จจริงแล้วก็เนื้อหาทั้งหมดทุกอย่างให้ได้เห็นกระจ่างเจน เนื่องจากพวกเราทำหนังสือเพื่อมวลชน เขาก็อาจต้องการทราบข้อเท็จจริง โดยยิ่งไปกว่านั้นผมเขียนพอร์ตเทรตพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้าแล้วก็ราชสกุลมหิดล ก็เลยจะต้องทำให้ละเอียดแล้วก็ดีเยี่ยมที่สุด ก็เลยหลุดจากความเป็นสเกตช์ไป” อำเภอเกริกบุระ กล่าว

เว้นแต่เรื่องราว ลายเส้นสเกตช์แล้วก็สีน้ำ คนใดกันแน่ได้โอกาสเปิดดูหนังสือเล่มนี้ ก็จะเจอความพิเศษที่เห็นได้ชัดอีกประการ ถึงแม้เป็นภาพที่พิมพ์ลงบนกระดาษ แต่ว่าภาพที่ปรากฎในหนังสือก็มีความสวยสดงดงามราวกับภาพวาดต้นฉบับจริง ไม่ราวกับภาพพิมพ์จากรูปที่มองแบนราบ

ความพิเศษนี้ได้รับการช่วยเหลือจากคุณ เครื่องหมายชัย เยี่ยมจตุรงาม ผู้ชำนาญด้านการพิมพ์ดูแลให้เป็นกรณีพิเศษ

“พวกเราเน้นย้ำให้กระดาษเสมือนกระดาษวาดรูปสีน้ำเยอะที่สุด แม้ว่าจะพิมพ์ลงไป ก็ราวกับภาพวาดจริงๆเนื่องจากว่าเป็นกระดาษ 200 มึงรม คุณเครื่องหมายชัย เลิศเลอจตุรงาม มีวิธีการพิเศษ ทำให้ภาพดรออิ้งเมื่อพิมพ์แล้ว เสมือนภาพต้นฉบับมากมาย ลำพังผมไม่มีความรู้ความรู้ความเข้าใจวิธีขนาดนั้น” อำเภอเกริกบุระ กล่าว

สิ้นเดือนเดือนมิถุนายน พุทธศักราช2560 คุณสุคำกล่าวและก็อำเภอเกริกบุระ มีเวลาลงพื้นที่ 7 วันในเมืองโลซานน์

เว้นแต่ข้อมูลนิดหน่อยที่คุณสุคำกล่าวมีอยู่แล้วจากการเคยเขียนพระราชประวัติในด้านการท่องเที่ยว คุณสุคำกล่าวและก็อำเภอเกริกบุระยังได้โอกาสเจอกับ นายโอลิเว่ กริวา (Olivier Grivat) ผู้เขียน-คนเขียนข่าวชาวสวิส ซึ่งอาสาพาไปดูสถานที่ที่ใหม่ๆในโลซานน์ที่มีความเชื่อมโยงกับ ‘พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้า’ แต่ว่าน้อยคนนักจะรู้ความดังกล่าว

นายโอลิเว่ ใช้เวลากว่าสองปีในการศึกษาเรียนรู้หาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขณะทรงดำเนินชีวิตอยู่ในประเทศประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็เรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือชื่อ Un roi en Suisse (หรือ A king in Switzerland) เป็นการเขียนในลักษณะคนสวิสดู ‘เด็กชายคนหนึ่ง’ ซึ่งมาศึกษาที่โลซานน์

นายโอลิเว่พิสูจน์ข้อเขียนของเขาถึงการค้นหาอย่างมีหลักฐาน โดยการนำคุณสุคำกล่าวรวมทั้งอำเภอเกริกบุระไปยัง Villa Flonzaley (คฤหาสน์ฟทดลองซาเลย์) พระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยม 13 ประเทศยุโรป พุทธศักราช2503 คฤหาสน์ที่นี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปุยนุ่นมองซ์(Puidoux) นอกเมืองโลซานน์

คุณสุถ้อยคำเอ๋ยถึงความตอนหนึ่งในหนังสือของโอลิเว่ กริวา ว่าในปีพุทธศักราช2503 ข้างหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า เสด็จพระพาสยุโรป 13 ประเทศ (ทรงนับรวมอิตาลีกับวาตำหนิกันเป็นการเสด็จในครั้งเดียวกัน) แทนที่ท่านจะเลือกประทับโฮเต็ลห้าดาวกลางเมืองลอนดอนหรือกรุงปารีส กลับทรงเลือกประทับที่หมู่บ้านปุกปุยมองซ์ หมู่บ้านเล็กๆที่มีราษฎร 1,500 คน นอกเมืองโลซานน์ ทรงเช่าห้องอยู่ ชื่อ ‘วิลล่า ฟทดลองซาเลย์’ โดยภายหลังจากสำเร็จการเสด็จเยี่ยมอเมริกา ก็ประทับเรือบินพระที่นั่งมาลงยังเมืองเจนีวา และก็เสด็จยังหมู่บ้านปุยนุ่นมองซ์ ทรงเช่าห้องข้างหลังนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือนกว่า ให้เป็นที่ประทับของโอรสแล้วก็ลูกหญิง

วิลล่าฟทดลองซาเลย์เป็นเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการ ข้างหลังเสร็จกรณียกิจเสด็จเยี่ยมอังกฤษเป็นประเทศแรก ก็เสด็จกลับมาประทับที่วิลล่าฟทดลองซาเลย์ก่อนวันสองวัน แล้วจึงเสด็จไปประเทศเยอรมนี ต่อจากนั้นเสด็จกลับมาอยู่กับบุตรชายรวมทั้งลูกหญิงอีกตรงเวลา 5 วันก่อนจะเสด็จเยี่ยมประเทศต่อไป และไม่ว่าจะเสด็จเยี่ยมประเทศใดในกรณียกิจครั้งนั้น ทุกคราวจะต้องเสด็จกลับมาที่วิลล่าฟทดลองซาเลย์

“เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ทรงผูกพันกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเสมือนบ้าน พวกเราก็ตามเข้าไปถึงตัวบ้าน จากรั้วเดินเข้าไปเป็นกิโล(เมตร) ตัวบ้านอยู่บนเนิน เห็นทะเลสาบแม้กระทั้งสถานทูตไทยก็ไม่เคยมาตรงนี้ ตอนนี้เป็นบ้านปลดปล่อยเช่า เดือนละ 7 แสนบาท ผู้ครอบครองเป็นทนายรุ่นลูก ก็ยังปลดปล่อยให้เช่าอยู่” คุณสุถ้อยคำ กล่าว

หมู่บ้านฟูมองซ์เมื่อรู้ดีว่ามีกษัตริย์ระดับประเทศจากดินแดนไกลมาประทับ ก็เลยขอสิ่งของพระราชานุญาตเปิดห้องที่ใช้ในการประชุมในศาลาประชาคมเพื่อจัดงานเลี้ยงมอบให้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช2503

นายโอลิเว่ พาไปคุณสุวจนะแล้วก็อำเภอเกริกบุระไปดูห้องสำหรับประชุมที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดงาน เป็นห้องขนาดเล็ก จุคนได้ราว 100-200 คน ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปตามแฟชั่น

อำเภอเกริกบุระได้โอกาสบันทึกเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว โดยวาดจากภาพข่าวสารที่พิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์แคว้น ซึ่งเมืองฟูมองซ์รักษาไว้อย่างดีเยี่ยม

อีกข้อมูลใหม่ที่คุณสุถ้อยคำและก็อำเภอเกริกบุระได้โอกาสบันทึกไว้ภายในหนังสือเล่มนี้ เป็นการได้เจอกับ นายดาเนียล โชกางรต์ (Mr.Danile Chaubert) สมัยก่อนหัวหน้านายท่ารถไฟรถไฟปุยนุ่นมองซ์ แซซบร์ (Gare Puidoux-Chexbre) วัย 88 ปี ซึ่งเคยมอบให้งานรับเสด็จขบวนรถไฟพระที่นั่งจากเมืองบอนน์ วันที่ 2 เดือนสิงหาคม พุทธศักราช2506

นายดาเนียลรอคอยเจอคุณสุถ้อยคำรวมทั้งอำเภอเกริกบุระที่สถานีรถไฟปุยนุ่นมองซ์พร้อมหมวกประจำการที่สวมในคืนรับเสด็จ แต่ว่าชุดแต่งกายสวมไม่ไหวแล้ว เนื่องจากว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มตามวันเวลา

“คืนวันที่ 2 ส.ค. พุทธศักราช2506 ขบวนรถไฟพระที่นั่งมาจากเมืองบอนน์ เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีในช่วงเวลานั้น ตามที่ได้มีการกำหนดการ รถไฟขบวนนี้จะมาถึงก่อนที่จะถึงเวลาเที่ยงคืน แต่ว่าก็มีการช้าน้อย  ก็เลยมาถึงเวลาเที่ยงคืนสี่สิบนาที ซึ่งเป็นตอนๆในช่วงเวลาที่สถานีของพวกเรากำลังเนืองแน่นด้วยรถไฟตู้ขนสินค้าการกสิกรรมผักผลไม้จากเมืองเวเวย์ เพื่อจะนำส่งไปยังแถบสวิสเยอรมันให้ทันในตอนเช้า บริเวณรอบๆก็เลยมองวุ่นวายพอควร แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี…

ขบวนเสด็จฯ มาเปรียบเทียบชานชาลาสถานีที่ 2 แต่ว่าเพื่อไม่ให้พระองค์จำต้องเดินทางไปลอดใต้รางรถไฟมายังรถยนต์พระที่นั่งที่รออยู่ ผมก็เลยให้ขบวนรถไฟพระที่นั่งเลยสถานีไปน้อย หลังจากนั้นผมก็เลยสับรางให้ล่ากลับเข้ามาเทียบเคียงชานชาลาสถานีที่ 1 และก็ที่สำคัญเป็น จะต้องกะให้ประตูที่จะเสด็จลง ให้ตรงประพรมแดงที่ผมจัดเตรียมไว้พอดิบพอดี” นายดาเนียล กล่าวและก็เล่าถึงเรื่องอันน่าประทับใจคราวหนึ่งในชีวิตอีกว่า

ผมโชคดีที่อยู่ในขณะทำหน้าที่ ทำให้ผมได้เฝ้าฯ ทั้งคู่ท่านอย่างใกล้ชิด พระเจ้าอยู่หัวไทยทรงสง่างาม ราชินีก็ทรงพระสิริโฉมอย่างมาก ผมมีความคิดว่าทั้งคู่ท่านน่าจะทรงอ่อนเพลียกับการเดินทางมากมาย แต่ว่าก็ทรงแย้มพระสรวลตลอดระยะเวลา จะเป็นวันที่ผมไม่มีทางลืมได้เลย…

ยังมีภาพรวมทั้งเรื่องราวอีกเยอะมากที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ในหนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลาน

สนับสนุนโดย: บอลนิยม เว็บแทงบอลออนไลน์

ด้วยเหตุว่าไปช้ากว่านัดหมาย 10 นาที พวกเราก็เลยได้มีข้าวกล่อง BANGKOKBIZNEWS สุดน่ารักน่าเอ็นดู ความสามารถม่าม้าแต้ว ที่เพจ Asobi Cocoro ที่ใช้ขณะสั้นๆตัดแผ่นชีสออกมาเป็นตัวอักษร

รอยยิ้มที่มาพร้อมแววตาผ่องใส บ่งถึงความสำราญในใจในงานว่างที่สร้างแรงจูงใจให้กับคนที่ได้ประสบพบเห็น กว่าจะมาเป็นเบนโตสวยๆแบบงี้มีที่มายังไง มือใหม่ต้องการทำจะยากง่ายแค่ไหน มีคำตอบจากม่าม้าแต้ว อัฒณีพร บุญรัตน์ ผู้เอารางวัลชนะ การประลองจัดข้าวกล่องเบนโตสำหรับหนูน้อยสไตล์ญี่ปุ่น พร้อมเลย

ลูกน้อยไม่ค่อยทานข้าว

เอายังไงดี เมื่อบุตรสาววัย 3 ขวบไม่ยินยอมรับประทานข้าว ปัญหานี้มั่นใจว่าหลายครอบครัวอาจเผชิญกันไม่น้อย แม่แต้วเองไม่ค่อยสบายใจไม่น้อย จนกระทั่งคุณผัวไปมองเห็นเบนโตทำเป็นรูปตุ๊กตาหมีริรัคกุมะที่แชร์กันในสื่อโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค แล้วลงมือกระทำข้าวกล่องรูปริรัคกุมะนอนคลุมผ้าให้บุตรสาว

“ผัวเป็นคนเริ่มทำ พอลูกมองเห็นแล้วมองตื่นเต้นดี พวกเราเลยเริ่มฝึกฝนทำอย่างเอาจริงเอาจังฝึกฝนทำเอง ดูหนังสือ มองยูทูปด้วย ทำตั้งแต่บุตรสาวอายุ 3 ขวบ เดี๋ยวนี้ 9 ขวบแล้ว เวลาอยู่บ้านประกอบอาหารทานคุ้นเคยบิดามารดาลูก แบ่งนิดหน่อยมาให้ลูก บางทีอาจปั้นอะไรให้มองสวย แม้กระนั้นเป็นของกินสิ่งเดียวกันกับที่บิดามารดาทาน

แรกเลยใช้พิมพ์ข้าวปกติที่ขายทั่วๆไป ตักใส่พิมพ์แล้วคว่ำลงไป มีเพิ่มสาหร่ายเล็กน้อย เพียงพอพวกเราเริ่มพอใจมองในเน็ตว่ามีอะไรบ้าง พอเพียงซื้อหนังสือมาดูเริ่มพอใจวิธี ข้าวประเทศญี่ปุ่นบางทีอาจปั้นได้ง่ายดายกว่า แต่ว่าข้าวไทยก็ใช้ได้ ที่บ้านใช้ข้าวหอมมะลิ มีแนวทางการปั้นดังเช่นใส่แรปพลาสติกปกคลุมให้ข้าวฟอร์มตัวเป็นรูปร่าง”

โดยในของกินน่ารักน่าเอ็นดูๆที่ทำแต่ละมื้อนั้น แม่แต้วมานะจัดให้มีของกินครบ 5 กลุ่ม

“บุตรสาวจะเป็นผู้ที่จะรับประทานข้าวเฉพาะในจานตนเอง เขาจะไม่ยินยอมรับประทานแบบคนแก่ที่มีของกินจานกึ่งกลาง ถ้าเกิดต้องการให้เขาทานอะไรจำเป็นต้องใส่ลงไปในจานให้หมด อุตสาหะจัดให้ครบอยู่ในนั้นจ้ะ” เรียกว่าคนที่มาของเรื่องที่ทำให้ท่านแม่เลือกทางนี้เป็น บุตรสาวผู้เดียวนี่เอง

ลูกกินได้แม่หายเครียด

มองเห็นบุตรสาวกระตือรืนร้นสำหรับเพื่อการทานข้าวได้มากขึ้น เมื่อได้มองเห็นเหล่าติดอยู่แรกเตอร์ที่พอใจมาอยู่ในจานของกิน แม่ก็เบาใจ แถมยังได้เจอกับแนวทางดับความตึงเครียดไปได้โดยไม่ทันรู้ตัว

“เมื่อก่อนถามคำถามว่าลูกรับประทานยากมั้ย เขากินได้แต่ไม่ค่อยขมีขมันสำหรับในการรับประทาน อมบ้าง ถ้าหากเป็นก๊วยเตี๋ยวจะรับประทานเร็ว ถ้าเกิดเป็นข้าวจะช้า

พวกเรากลับมาจากที่ปฏิบัติงานก็เมื่อยล้าแล้ว วันเสาร์อาทิตย์ต้องการจะชิลล์ๆแปลงเป็นว่าจำต้องคุมเวลาลูกทานข้าว กาลครั้งหนึ่งเป็นชั่วโมง พวกเราก็อารมณ์เสีย

พอเพียงพวกเรามาทำอย่างนี้ ช่วงเวลาที่พวกเราทำดังเป็นการได้ฝึกฝนสมาธิด้วย ฝึกหัดจินตนาการ พวกเราเองเช่นเดียวกับได้ตัดความเคร่งเครียดจากเรื่องงานออกไป พอลูกกินได้พวกเราไม่ต้องอบรมพร่ำสอนว่าเมื่อใดจะรับประทานหมดสักครั้ง เพียงพอเป็นข้าวน่ารักน่าเอ็นดูเขาก็สนุกสนานกับการกินหู รับประทานชุดตุ๊กตาก่อน ใช้เวลารับประทานเร็วกว่าเดิมกึ่งหนึ่ง”

ของกินไทยทำให้สวยก็ได้นะ

ผัดกะเพราะ ข้าวไข่เจียว ข้าวน้ำพริกกะปิ ผัดวุ้นเส้น กลุ่มนี้เป็นเมนูอาหารที่แม่แต้วปรุงในชีวิตประจำวันสำหรับบิดา แม่ ลูก ความพิเศษอยู่ตรงการจัดจานของกินของลูกให้น่ารักน่าเอ็นดูและก็มีเรื่องมีราวราว

“ข้าวไข่เจียว พวกเราจะปั้นข้าวแล้วห่อด้วยสาหร่ายตกแต่งให้เป็นหมีคุมะมง ไข่เจียวทำราวกับไข่คนแล้วโรยไว้บริเวณตัวหมี

น้ำพริกกะปิก็ทำจ้ะ ผัวถามตั้งแต่ตอนเป็นแฟนแล้วว่าคุณทำน้ำพริกกะปิเป็นมั้ย

พูดว่าทำเป็น (ในขณะนั้นเรียนแล้วก็ดำเนินการอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น) แต่ว่าพอกลับมาอยู่ประเทศไทยก็มิได้ทำอีกเลย ซื้อรับประทาน พอเพียงครบรอบสมรส 10 ปีเลยทำให้รับประทาน มีเครื่องแนมของน้ำพริกกะปิทั้งผอง” จานนี้น่ารักน่าเอ็นดูมากมายเพราะว่าแม่แต้วปั้นข้าวเป็นรูปตนเองและก็ผัวผู้รักในรายการอาหารน้ำพริกกะปิ ห้อมล้อมด้วยปลาทูทอด ไข่เจียว ผักสด รวมทั้งผักสุก

บทสำหรับพูดของแม่กับลูก

ข้าวสวยๆมิได้มีเสน่ห์เพียงแค่ความน่าอร่อย ถ้าเกิดเรื่องราวที่แม่แต้วติดต่อยังเปรียบได้ดั่งบทสำหรับพูดระหว่างแม่กับลูกได้อย่างน่าประทับใจ

“มีสหายทำสถานที่พิมพ์เวลาออกหนังสือใหม่เขาจะเอาหนังสือมาให้ เป็นตัวติดอยู่แรกเตอร์ต่างๆลูกอ่านแล้วพอใจ พวกเราก็เอาตัวติดอยู่แรกเตอร์ตัวนั้นมาทำเป็นจานข้าว แล้วถ่ายภาพคู่กับหนังสือส่งให้สหายแทนคำพูดขอบคุณ

ครั้งคราวก็ทำเป็นสตอปรี่สม่ำเสมอ จากการที่พวกเราไปเป็นพวกของแผนการจิตสมัครใจที่ไปทำเรื่องข้าวที่จังหวัดยโสธร เริ่มจากการกินข้าวของแผนการก่อนแล้วไปปลูกข้าว เกี่ยวข้าว จนได้ข้าวมา เวลาไปพาลูกไปด้วย แต่ละขั้นตอนของงานพวกเราจะมาเล่าบนจานข้าว ดังเช่นว่า ตอนไปเกี่ยวข้าวก็จะทำเป็นเรื่องราวตอนเกี่ยวข้าว ตอนปลูกข้าว ทำเป็นตัวลูกกับเกษตรกรที่ไปพบ

ราวกับเป็นสื่อการสอนลูกไปในตัว รวมทั้งได้กลับมาทวนเหตุที่ได้ทำร่วมกันอีกรอบ”

แม่แต้วเล่าว่า โดยมากจะทำข้าวน่ารักน่าเอ็นดูบนจานข้าวมากยิ่งกว่า เพราะว่าหากปั้นข้าวใหญ่ไปสามารถเปลี่ยนแปลงจานที่ใช้ให้ใหญ่ขึ้นได้

เบนโต ชนะใจผู้ตัดสิน

เป็นเบนโตที่นอกเหนือจากมีความน่ารักน่าเอ็นดูมุ้งมิ้งแล้ว ยังมีแสดงถึงความจำอันแสนพิเศษของผู้ผลิตสรรค์ รวมทั้งแบบอย่างการนำเสนอทำให้ เบนโตรูปงานสมรสของไม่กกี้เม้าส์และก็ไม่นนี่เม้าส์ ชนะใจผู้ตัดสินจนได้รับรางวัลชนะสำหรับในการแข่ง จัดข้าวกล่องเบนโตสำหรับหนูน้อยสไตล์ประเทศญี่ปุ่น จัดโดย โฮเต็ลเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท โฮเต็ลเดอะ เวสทิน เมืองโตเกียว แล้วก็ บริษัท ที่ปรึกษาความงามสเจโปรดักชั่น จำกัด

“เริ่มจากมองว่างานจัดที่แห่งไหน พอดิบพอดีพวกเรามีความสัมพันธ์กับสถานที่จัดงานนะเนื่องจากว่าพวกเราจัดงานสมรสตรงนี้ เลยทำคอนเซ็ปต์เกี่ยวกับงานสมรส นำเอารูปตุ๊กตาไม่กกี้เม้าส์กับไม่นนี่เม้าส์ ที่รุ่นน้องที่เรียนร่วมกันที่ประเทศญี่ปุ่นส่งมาให้ เพราะตัวเขามามิได้พวกเราเลยวางไว้ที่หน้างาน ปัจจุบันนี้ก็ยังเก็บเอาไว้

พอเพียงมองเห็นแล้วระลึกถึงเลยทำเป็นตุ๊กตาสมรสมิ๊กกี้เม้าส์กับไม่นนี่เม้าส์ ในซุ้มดอกไม้สมรส”

ขั้นตอนการทำแม่แต้วใช้แรปห่อข้าวหอมมะลิแล้วปั้นออกมาเป็นส่วนๆส่วนบริเวณใบหน้านำไปคลุกซอสมะเขือเทศนิดนึงเพื่อได้สีชมพูอ่อนๆใช้สาหร่ายห่อเป็นตัวตุ๊กตาและก็ตัดเป็นรูปตากับปาก ตกแต่งด้วยไข่เจียว หมูแฮม ตัดเป็นเส้นแล้วม้วนเป็นรูปดอกไม้ นักเก็ต ผักบร็อกโคลี รวมทั้งตัดมะเขือเทศเป็นรูปหัวใจ

“มีเวลาทำ2 ชั่วโมง ค่อนข้างจะท้าที่สุดตอนทำไม่กกี้เม้าส์ พอเพียงพวกเราหุ้มสาหร่ายลงไปแล้ว เพียงพอสาหร่ายเริ่มแห้งมันจะดึงขึ้นไปทำให้ไม่กกี้หัวเถิก ฝึกซ้อมมาก่อนเพราะเหตุว่ายังไม่มั่นใจว่าพวกเราจะทำเป็นตรงเวลาที่ระบุหรือไม่ เพราะว่าอยู่บ้านพวกเราไม่เคยจับเวลาเลย

เพียงพอมีเรื่องมีราวเวลา และก็จะต้องจัดในกล่อง ก็เลยค่อนข้างจะทุกข์ยากลำบากด้วยเหตุว่าอยู่บ้านถ้าเกิดประพฤติตัวใหญ่พวกเราก็เปลี่ยนแปลงจานจ้ะ พอเพียงมาแข่งขันทุกสิ่งจำต้องลงไปอยู่ในกล่องให้ได้

ตอนพวกเราทำไม่ได้มองคนใดกันแน่เลย ได้มองในช่วงเวลาที่ทำเสร็จแล้ว แต่ละคนมีไอเดียสวยๆทั้งหมดเลยนะคะ พอใจได้พบผู้ที่ถูกใจอะไรเสมือนพวกเรา”

ความสบายที่อิ่มทั้งใจกาย

ผู้ใดที่ต้องการจะลงมือกระทำของกินน่ารักน่าเอ็นดูๆให้ผู้ที่รักกินบ้าง แม่แต้วกล่าวว่าไม่ยากเลยมือใหม่ให้ทดลองเปิดจากยูทูป ใส่คีย์เวิร์ดเป็นตัวติดอยู่แรกเตอร์ที่ถูกใจ แล้วพิมพ์คำว่า bento lunch box ลงไปจะเจอแบบอย่างมากมายมากมายให้ทดสอบฝึกฝน เมื่อทำเป็นชำนิชำนาญแล้วจะเกิดความคิดที่เป็นของพวกเราตามมา

“สำหรับตนเองข้าวกล่องเป็น happiness you can eat เป็นทั้งยังอาหารตา อิ่มอีกทั้งกาย อิ่มทั้งยังหัวใจ เป็นความสุขที่ทานได้จริงๆ”

หมายเหตุ : ติดตามข้าวกล่องสวยความสามารถแม่แต้วพอดีเฟซบุ๊ค เพจ : Asobi Cocoro

ข้าวกล่องรูปไม่กกี้เม้าส์รวมทั้งไม่นนี่เม้าส์ในซุ้มดอกไม้ ที่เอารางวัลชนะสำหรับเพื่อการชิงชัยจัดข้าวกล่องเบนโตสำหรับหนูน้อยสไตล์ประเทศญี่ปุ่น 1/8 ข้าวไข่เจียวหมีคุมะมง 2/8 อัฒณีพร บุญรัตน์ หรือ แม่แต้ว ผู้ครอบครองเพจ Asobi Cocoro 3/8 ข้าวน้ำพริกปลาทู สำหรับวันครบรอบสมรสปีที่10 4/8

จะมีดินสอหรือปากกาด้ามใดที่จะเปียกเลือดได้เท่าเข็บเย็บผ้า

คำคมของคนเขียนสตรีที่บาดลึกลงไปในความรู้สึกของนักแสดงหญิงรุ่นข้างหลัง นริศรา พยายามความตรึกตรอง แก้ไขอารมณ์ความเจ็บด้วยการเขียนความรู้สึกผ่านเข็บเย็บผ้า ปล่อยให้ความรู้ความเข้าใจสึกเป็นตัวนำฝีเข็มโดยมีด้ายเป็นตัวร้อยเรียง

ในนิทรรศการ A New Interpretation of the Paradoxical World พวกเราได้เจอกับนริศราอีกที ภายหลังห่างหายจากการแสดงผลงานศิลป์ไป 6 ปี คุณพูดว่าไปทดลองดำเนินงานในหลายต้นแบบ ตัวอย่างเช่น อาร์ตไดเรกเตอร์ให้กับแมกกาซีน แปลวรรณกรรมภาษาละตินอเมริกัน แต่งหนังสือจากปัญหาในชีวิตประจำวันแล้วแปลเป็นภาพ

ส่วนงานศิลป์ก็มิได้ทิ้งถ้าค้นคว้าหารูปแบบใหม่มานำเสนอจนได้รับทุนประดิษฐ์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ปี 2559

“นิทรรศการศิลป์คราวนี้ นับว่าเป็นงานแสดงคนเดียวคราวแรกในรอบ 6 ปี ซึ่งต่อเนื่องมาจากโปรเจคท์ที่ได้รับทุนศิลป์ พีระศรี

ภายหลังจากทดลองไปดำเนินงานหลายๆแบบ ไม่ต้องการที่จะอยากจะเพ้นท์แล้ว ไม่ใช่เบื่อ แต่ว่ามีความคิดว่า บางขณะที่พวกเรามีความรู้สึกแบบหนึ่ง วิธีแบบหนึ่งมันรองรับ บางครั้งบางคราวบางเคล็ดวิธีก็ไม่รองรับบางอารมณ์

เป็นครั้งแรกที่นำเคล็ดวิธีผ้าปักมาเป็นผู้แสดงนำชาย ด้วยเหตุว่าสนองตอบความรู้สึก ที่ลึกลงไปที่ดินสอ เพ้นท์ติ้งทำไม่ได้

รายละเอียด อิงไปที่นิทานเด็ก พวกเรามีความรู้สึกว่าบางครั้งที่พวกเราพบเรื่องร้ายๆในชีวิตพวกเราไม่ต้องการถ่ายทอดเรื่องร้ายๆต่อกับผู้อื่น พวกเราก็เลยมาดูเรื่องนิทานเด็ก มองที่จริงแล้วเรื่องราวมันร้ายมากนะ ได้แก่ คนดูแลสินเดอเรลล่าจำเป็นต้องเชือดเท้าตนเองเพื่อสวมรองเท้าแก้วได้ หรือสุนัขป่าในเรื่องหนูน้อยหมวกแดง ที่รับประทานยายเข้าไปคนล่าสัตว์มาผ่าท้องหมาป่า เกิดเรื่องน่าสยดสยอง สะท้อนถึงความร้ายแรงด้านสังคมที่มีห่องามๆมาห่อหุ้มไว้”

ทุกคนล้วนผ่านความทุกข์ใจ การสิ้นไป ความเจ็บกันมาแล้วทั้งหมด นริศราก็เหมือนกัน คุณใช้การปักผ้าแก้ไขความรู้สึกที่อยู่ข้างใน

“ส่วนตัวมีความคิดว่าเป็นการซ่อม ราวกับเสื้อผ้าพวกเราขาดพวกเราก็มานะซ่อมแซม แต่ในเวลาเดียวกันเป็นความชัดจนถึง ความบีบ แรงกดดันให้พวกเราคงที่ สื่อความหมายไม่ตรงกันที่อยู่ร่วมกันได้

ทุกคนที่ผ่านเรื่องร้ายๆมาน่าจะอินกับความรู้สึกได้ ชุลมุน เงื่อนเส้นด้าย ชีวิตพวกเราเวลานี้มันดูอย่างกับว่ามีระบบระเบียบ แม้กระนั้นด้านในจิตใจมันยุ่งมากมาย

บิดาเสียมา 3 ปีแล้ว เป็นคนเย็บเสื้อให้บิดาใส่ การเย็บผ้าในวันที่บิดาไม่อยู่มันเจ็บ”

นริศรานำความเจ็บไปเป็นแรงกระตุ้นสำหรับการค้นหาแนวทางประดิษฐ์ผลงานศิลป์ที่สนองตอบภาวะอารมณ์ในช่วงเวลานั้น

“พอเพียงไปค้นหาข้อมูลการเย็บผ้าไม่ใช่ของใหม่ในแวดวงศิลปะ มันมีมานานแล้ว มุมของสิทธิสตรีประยุกต์ใช้ในทางการแสดงบางสิ่งบางอย่างของหญิง บริบทมันมากมาย โดยรวมพวกเราถูกใจความไม่ลงรอยกันในบริบทของมัน เป็นการซ่อมก็ได้ ครั้งก่อนงานเย็บผ้า เป็นสิ่งที่ทำให้สตรีมีคุณค่า เพศหญิงที่อยู่ในกรอบจะเผยความรู้สึกทั้งปวงของตนผ่านการออกแบบลายผ้า”

ผลงานศิลป์ของนริศราก็เหมือนกัน คุณเลือกที่จะใช้เข็มสอยผ้าวาดความรู้สึกแทนการดรออิ้ง โดยเป็นการเย็บที่มิได้เป็นไปตามแบบแผน เงื่อนเส้นด้ายที่น่าจะแอบซ่อนอยู่กลับแสดงความวุ่นวายให้มองเห็นอย่างเด่น

“พวกเรามีความคิดว่าพวกเราไม่ราวกับก่อนหน้าที่กะพรวดกะพราด การโต้ตอบเป็นไปตามวัย ไม่ใช่ว่าไม่ได้อยากต้องการวาด อารมณ์ในตอนนี้ต้องการเสนอลึกลงไป มีชั้นความนึกคิดสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ให้ผู้ชมคิดได้อย่างอิสระ ผ่านค้างแรกเตอร์ของสัตว์ เป็นต้นว่า สุนัขป่า กวางมูส นกยูง นกเค้าแมว ผีเสื้อ

หัวข้อ สำคัญเป็นประสบการณ์ดูตอนแรกเสมือน ดรออิ้ง เดินเข้าไปใกล้ๆไม่ใช่ ราวกับช่วงนี้เลย สิ่งที่พวกเรามองเห็นเอาเข้าในความเป็นจริงแล้วมิได้เป็นอย่างที่พวกเราคิด” นริศรา เอ่ยถึงผลงานในชุดนี้ที่ผู้ใดกันแน่ได้มองเห็นในระยะไกลมีความคิดว่าได้ผลงานดรออิ้ง ถ้าหากเมื่อเข้าชมในระยะใกล้จะพบว่าลายเส้นนั้นมีสาเหตุมาจากฝีเข็มและก็เส้นด้าย

“พวกเราใช้แทนดินสอ มิได้แทนความหมายในงานครั้งฟต์ มิได้มีสเก็ตช์ ไม่ใช่ปักแบบมีแบบแผนงดงาม พวกเราเล่นแบบมีด้านหลัง ด้านหน้า นำเงื่อนที่หลบ พวกเราเอามาไว้ด้านหน้า เสมือนเงื่อนย้อนแยงกัน

ชีวิตพวกเราถูกใจความเร็ว พวกเรามักจะทำอะไรเร็วๆการเดินทางจำเป็นต้องเร็วที่สุด ได้รับข่าวสารอะไรมาจำต้องรีบแชร์ด้วยเหตุว่าพวกเราต้องการเป็นคนแรก มีความรู้สึกว่าพวกเราไม่สามารถที่จะมั่นใจกับอะไรได้เลย เหมือนกันกับงานปัก มองไกลๆบางทีอาจเสมือนเป็นดรออิ้ง พอเพียงเดินเข้าไปมองใกล้ๆแล้วมันไม่ใช่ สิ่งที่คุณมองเห็นบางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่คิด ถูกใจตรงการเปลี่ยน ถูกใจความรู้สึกนั่น รู้สึกว่ามันได้ประสิทธิภาพที่ดี”

ทุกความรู้สึกมีพลังงานหลบซ่อนอยู่ ในความเศร้าใจ เจ็บปวดรวดร้าว หากพวกเราปล่อยพลังนั้นออกมาในทางประดิษฐ์ พวกเราจะพบว่ายังมีทางให้เดินต่อไปเสมอ

นิทรรศการ A New Interpretation of the Paradoxical World จัดโชว์ที่โนวา คอนเทมโพรารี มึงลลอรี ซอกซอยมหาดเล็กหลวง 3 ถนนหนทางราชดำริ (ใกล้สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ) วันนี้ -15 เดือนมิถุนายน 2560 (เว้นวันจันทร์) เวลา 11:00-20:00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆก็ตามไต่ถามรายละเอียดอื่นๆที่ โทร.090-910-6863

นริศรา พยายามความพิจารณา 1/6 2/6 3/6 4/6 5/6 6/6