๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi

หนังสือศิลป์ภาพสีน้ำเล่า ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9’ ระหว่างประทับในเมืองโลซานน์ ทำโดยสุคำกล่าว โล่ห์คุณลักษณะ และก็ อำเภอเกริกบุระ ยมนาค

โลซานน์ (Lausanne) เมืองเล็กๆสวยของประเทศสวิตเซอร์แลนด์..ที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมท้องนาถบพิตร กษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของปวงประชาคนไทย ทรงใช้เวลาในวัยเด็กร่วมกับ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร, สมเด็จพระเจ้าพี่นางคุณ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงจังหวัดนราธิวาส ราชเจ้าเมือง แล้วก็ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชแม่ ตรงเวลาแทบ 20 ปี

คนใดได้โอกาสอ่าน ‘แม่เล่าให้ฟัง’ แล้วก็ ‘นายจ้างเล็กๆ- ยุยงวกษัตริย์’ พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คงจะอิ่มอกปลื้มใจแล้วก็ยิ้มไปกับพระราชจริยวัตรของ ‘นายจ้างเล็กๆ’ ตั้งแต่เสด็จพระราชการบังเกิด รวมทั้งขั้นตอนการบำรุงรักษาที่ ‘สมเด็จคุณย่า’ ทรงมอบให้ยุยงวกษัตริย์ทั้งคู่ท่านในเมืองโลซานน์ ดินแดนที่เป็นสุขสงบ เรียบง่าย สนิทสนมธรรมชาติ เป็นที่ที่น่าอยู่ อากาศดี การเรียนรู้ดี สังคมมีความเอื้ออารี-มีวินัยสูง ตอนที่ทรงประทับอยู่ตรงนี้ก็เลยเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักความอบอุ่นของครอบครัวราชสกุลมหิดล

หลายท่านต้องการไป ‘โลซานน์’ ต้องการมองเห็นเมืองที่ ‘พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9’ ทรงสุขสบายในวัยเด็ก

ปัจจุบันคุณ สุคำกล่าว โล่ห์คุณลักษณะ คนเขียนสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งเคยเรียนรู้อยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์รวมทั้งปฏิบัติงานกับสายการบินแห่งชาติสวิสกว่า 20 ปี และก็ อำเภอเกริกบุระ ยมนาคนักแสดงวาดภาพสเกตช์ภาพสีน้ำ ได้ด้วยกันสะกดรอยพระบาท ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9’ และก็นำสถานที่หลายที่ในเมืองโลซานน์ที่เกี่ยวโยงกับท่าน มาถ่ายทอดเอาไว้ภายในหนังสือเล่มใหม่ชื่อ ๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi เสร็จบริบูรณ์เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว

หนังสือ  ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลานพระเมรุมาศ-Notre Roi’ เป็นหนังสือศิลป์ภาพเล่า บอกเล่าเรื่องราวเรียงลำดับตั้งแต่เพราะอะไรราชสกุลมหิดลก็เลยจะต้องเดินทางไปพักที่เมืองโลซานน์

คนอ่านจะได้รู้พระราชประวัติพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้า เรื่อง แล้วก็เรื่องราวที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของครอบครัวราชสกุลมหิดล เมื่อครั้งประทับในเมืองโลซานน์ ตรงเวลาแทบสองทศวรรษ แล้วก็การเสด็จเยี่ยม 13 ประเทศในยุโรปเมื่อปีพุทธศักราช2503

ในช่วงท้ายของหนังสือ ยังได้เอ่ยถึงโครงงานสาเหตุจากความคิดแล้วก็พระเมรุมาศ

ทั้งผองนี้เล่าผ่านภาพวาดสีน้ำ-ภาพสเกตช์ของคุณครูเกริกบุระ แล้วก็การร้อยเรื่องของคุณสุวจนะ

คุณสุคำกล่าวให้สัมภาษณ์ถึงที่มาของกระบวนการทำหนังสือเล่มนี้ว่า ได้รับการติดต่อจากศูนย์ศิลป์ฮอฟอาร์ต (Hof Art) แล้วก็คุณผู้รู้ความสนุกสนาน โรจน์นพานิช เพื่อทำแผนการสะกดรอยพระบาทเกี่ยวกับเมือง โลซานน์ ซึ่งเป็นเมืองที่ ‘พระมหากษัตริย์รัชกาลที่เก้า’ ทรงเคยประทับ โดยลงพื้นแท้จริงร่วมกับคุณครูเกริกบุระ ยมนาค ซึ่งได้รับเชิญชวนให้ร่วมแผนการนี้เช่นเดียวกัน ก็เลยเสนอแนวความคิดแนวทางการทำหนังสือศิลป์ภาพเล่า

ขณะที่ อำเภอเกริกบุระก็มีความต้องการดำเนินการมอบพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งปฏิบัติงานที่เปรียบได้ดั่งการบันทึกประวัติศาสตร์ ประกอบกับยังไม่เคยมีการวาดรูปสีน้ำและก็ภาพสเกตช์สถานที่ในเมืองโลซานน์ที่ท่านทรงเคยเสด็จประทับ และสถานที่อื่นๆที่มีความสัมพันธ์กับท่านตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ทรงประทับในเมืองโลซานน์ ก็เลยเห็นพ้องต้องกันถึงการวางแนวความคิดให้หนังสือเล่มนี้เป็น ‘อัลบั้ม’ หรือ ‘หนังสือศิลป์ภาพเล่า’ ใช้การเขียนภาพประกอบเล่า โดยไม่ใช้รูปใดๆก็ตามเลย

“เป็นโลซานต์คนไปถ่ายภาพจำนวนมาก แม้กระนั้นสเกตช์บุ๊คยังไม่มี แรกๆผมก็คิดอย่างงั้น แม้กระนั้นพอเพียงทำไป ผมต้องการสื่อข้อเท็จจริงแล้วก็เนื้อหาทั้งหมดทุกอย่างให้ได้เห็นกระจ่างเจน เนื่องจากพวกเราทำหนังสือเพื่อมวลชน เขาก็อาจต้องการทราบข้อเท็จจริง โดยยิ่งไปกว่านั้นผมเขียนพอร์ตเทรตพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้าแล้วก็ราชสกุลมหิดล ก็เลยจะต้องทำให้ละเอียดแล้วก็ดีเยี่ยมที่สุด ก็เลยหลุดจากความเป็นสเกตช์ไป” อำเภอเกริกบุระ กล่าว

เว้นแต่เรื่องราว ลายเส้นสเกตช์แล้วก็สีน้ำ คนใดกันแน่ได้โอกาสเปิดดูหนังสือเล่มนี้ ก็จะเจอความพิเศษที่เห็นได้ชัดอีกประการ ถึงแม้เป็นภาพที่พิมพ์ลงบนกระดาษ แต่ว่าภาพที่ปรากฎในหนังสือก็มีความสวยสดงดงามราวกับภาพวาดต้นฉบับจริง ไม่ราวกับภาพพิมพ์จากรูปที่มองแบนราบ

ความพิเศษนี้ได้รับการช่วยเหลือจากคุณ เครื่องหมายชัย เยี่ยมจตุรงาม ผู้ชำนาญด้านการพิมพ์ดูแลให้เป็นกรณีพิเศษ

“พวกเราเน้นย้ำให้กระดาษเสมือนกระดาษวาดรูปสีน้ำเยอะที่สุด แม้ว่าจะพิมพ์ลงไป ก็ราวกับภาพวาดจริงๆเนื่องจากว่าเป็นกระดาษ 200 มึงรม คุณเครื่องหมายชัย เลิศเลอจตุรงาม มีวิธีการพิเศษ ทำให้ภาพดรออิ้งเมื่อพิมพ์แล้ว เสมือนภาพต้นฉบับมากมาย ลำพังผมไม่มีความรู้ความรู้ความเข้าใจวิธีขนาดนั้น” อำเภอเกริกบุระ กล่าว

สิ้นเดือนเดือนมิถุนายน พุทธศักราช2560 คุณสุคำกล่าวและก็อำเภอเกริกบุระ มีเวลาลงพื้นที่ 7 วันในเมืองโลซานน์

เว้นแต่ข้อมูลนิดหน่อยที่คุณสุคำกล่าวมีอยู่แล้วจากการเคยเขียนพระราชประวัติในด้านการท่องเที่ยว คุณสุคำกล่าวและก็อำเภอเกริกบุระยังได้โอกาสเจอกับ นายโอลิเว่ กริวา (Olivier Grivat) ผู้เขียน-คนเขียนข่าวชาวสวิส ซึ่งอาสาพาไปดูสถานที่ที่ใหม่ๆในโลซานน์ที่มีความเชื่อมโยงกับ ‘พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่เก้า’ แต่ว่าน้อยคนนักจะรู้ความดังกล่าว

นายโอลิเว่ ใช้เวลากว่าสองปีในการศึกษาเรียนรู้หาเนื้อหาสาระเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชขณะทรงดำเนินชีวิตอยู่ในประเทศประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วก็เรียบเรียงออกมาเป็นหนังสือชื่อ Un roi en Suisse (หรือ A king in Switzerland) เป็นการเขียนในลักษณะคนสวิสดู ‘เด็กชายคนหนึ่ง’ ซึ่งมาศึกษาที่โลซานน์

นายโอลิเว่พิสูจน์ข้อเขียนของเขาถึงการค้นหาอย่างมีหลักฐาน โดยการนำคุณสุคำกล่าวรวมทั้งอำเภอเกริกบุระไปยัง Villa Flonzaley (คฤหาสน์ฟทดลองซาเลย์) พระตำหนักที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จเยี่ยม 13 ประเทศยุโรป พุทธศักราช2503 คฤหาสน์ที่นี้ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านปุยนุ่นมองซ์(Puidoux) นอกเมืองโลซานน์

คุณสุถ้อยคำเอ๋ยถึงความตอนหนึ่งในหนังสือของโอลิเว่ กริวา ว่าในปีพุทธศักราช2503 ข้างหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้า เสด็จพระพาสยุโรป 13 ประเทศ (ทรงนับรวมอิตาลีกับวาตำหนิกันเป็นการเสด็จในครั้งเดียวกัน) แทนที่ท่านจะเลือกประทับโฮเต็ลห้าดาวกลางเมืองลอนดอนหรือกรุงปารีส กลับทรงเลือกประทับที่หมู่บ้านปุกปุยมองซ์ หมู่บ้านเล็กๆที่มีราษฎร 1,500 คน นอกเมืองโลซานน์ ทรงเช่าห้องอยู่ ชื่อ ‘วิลล่า ฟทดลองซาเลย์’ โดยภายหลังจากสำเร็จการเสด็จเยี่ยมอเมริกา ก็ประทับเรือบินพระที่นั่งมาลงยังเมืองเจนีวา และก็เสด็จยังหมู่บ้านปุยนุ่นมองซ์ ทรงเช่าห้องข้างหลังนี้เป็นระยะเวลา 6 เดือนกว่า ให้เป็นที่ประทับของโอรสแล้วก็ลูกหญิง

วิลล่าฟทดลองซาเลย์เป็นเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการ ข้างหลังเสร็จกรณียกิจเสด็จเยี่ยมอังกฤษเป็นประเทศแรก ก็เสด็จกลับมาประทับที่วิลล่าฟทดลองซาเลย์ก่อนวันสองวัน แล้วจึงเสด็จไปประเทศเยอรมนี ต่อจากนั้นเสด็จกลับมาอยู่กับบุตรชายรวมทั้งลูกหญิงอีกตรงเวลา 5 วันก่อนจะเสด็จเยี่ยมประเทศต่อไป และไม่ว่าจะเสด็จเยี่ยมประเทศใดในกรณียกิจครั้งนั้น ทุกคราวจะต้องเสด็จกลับมาที่วิลล่าฟทดลองซาเลย์

“เป็นจุดหนึ่งที่ทำให้เห็นว่า ทรงผูกพันกับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เป็นเสมือนบ้าน พวกเราก็ตามเข้าไปถึงตัวบ้าน จากรั้วเดินเข้าไปเป็นกิโล(เมตร) ตัวบ้านอยู่บนเนิน เห็นทะเลสาบแม้กระทั้งสถานทูตไทยก็ไม่เคยมาตรงนี้ ตอนนี้เป็นบ้านปลดปล่อยเช่า เดือนละ 7 แสนบาท ผู้ครอบครองเป็นทนายรุ่นลูก ก็ยังปลดปล่อยให้เช่าอยู่” คุณสุถ้อยคำ กล่าว

หมู่บ้านฟูมองซ์เมื่อรู้ดีว่ามีกษัตริย์ระดับประเทศจากดินแดนไกลมาประทับ ก็เลยขอสิ่งของพระราชานุญาตเปิดห้องที่ใช้ในการประชุมในศาลาประชาคมเพื่อจัดงานเลี้ยงมอบให้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 เดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช2503

นายโอลิเว่ พาไปคุณสุวจนะแล้วก็อำเภอเกริกบุระไปดูห้องสำหรับประชุมที่เคยใช้เป็นสถานที่จัดงาน เป็นห้องขนาดเล็ก จุคนได้ราว 100-200 คน ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปตามแฟชั่น

อำเภอเกริกบุระได้โอกาสบันทึกเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว โดยวาดจากภาพข่าวสารที่พิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์แคว้น ซึ่งเมืองฟูมองซ์รักษาไว้อย่างดีเยี่ยม

อีกข้อมูลใหม่ที่คุณสุถ้อยคำและก็อำเภอเกริกบุระได้โอกาสบันทึกไว้ภายในหนังสือเล่มนี้ เป็นการได้เจอกับ นายดาเนียล โชกางรต์ (Mr.Danile Chaubert) สมัยก่อนหัวหน้านายท่ารถไฟรถไฟปุยนุ่นมองซ์ แซซบร์ (Gare Puidoux-Chexbre) วัย 88 ปี ซึ่งเคยมอบให้งานรับเสด็จขบวนรถไฟพระที่นั่งจากเมืองบอนน์ วันที่ 2 เดือนสิงหาคม พุทธศักราช2506

นายดาเนียลรอคอยเจอคุณสุถ้อยคำรวมทั้งอำเภอเกริกบุระที่สถานีรถไฟปุยนุ่นมองซ์พร้อมหมวกประจำการที่สวมในคืนรับเสด็จ แต่ว่าชุดแต่งกายสวมไม่ไหวแล้ว เนื่องจากว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มตามวันเวลา

“คืนวันที่ 2 ส.ค. พุทธศักราช2506 ขบวนรถไฟพระที่นั่งมาจากเมืองบอนน์ เมืองหลวงของประเทศเยอรมนีในช่วงเวลานั้น ตามที่ได้มีการกำหนดการ รถไฟขบวนนี้จะมาถึงก่อนที่จะถึงเวลาเที่ยงคืน แต่ว่าก็มีการช้าน้อย  ก็เลยมาถึงเวลาเที่ยงคืนสี่สิบนาที ซึ่งเป็นตอนๆในช่วงเวลาที่สถานีของพวกเรากำลังเนืองแน่นด้วยรถไฟตู้ขนสินค้าการกสิกรรมผักผลไม้จากเมืองเวเวย์ เพื่อจะนำส่งไปยังแถบสวิสเยอรมันให้ทันในตอนเช้า บริเวณรอบๆก็เลยมองวุ่นวายพอควร แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี…

ขบวนเสด็จฯ มาเปรียบเทียบชานชาลาสถานีที่ 2 แต่ว่าเพื่อไม่ให้พระองค์จำต้องเดินทางไปลอดใต้รางรถไฟมายังรถยนต์พระที่นั่งที่รออยู่ ผมก็เลยให้ขบวนรถไฟพระที่นั่งเลยสถานีไปน้อย หลังจากนั้นผมก็เลยสับรางให้ล่ากลับเข้ามาเทียบเคียงชานชาลาสถานีที่ 1 และก็ที่สำคัญเป็น จะต้องกะให้ประตูที่จะเสด็จลง ให้ตรงประพรมแดงที่ผมจัดเตรียมไว้พอดิบพอดี” นายดาเนียล กล่าวและก็เล่าถึงเรื่องอันน่าประทับใจคราวหนึ่งในชีวิตอีกว่า

ผมโชคดีที่อยู่ในขณะทำหน้าที่ ทำให้ผมได้เฝ้าฯ ทั้งคู่ท่านอย่างใกล้ชิด พระเจ้าอยู่หัวไทยทรงสง่างาม ราชินีก็ทรงพระสิริโฉมอย่างมาก ผมมีความคิดว่าทั้งคู่ท่านน่าจะทรงอ่อนเพลียกับการเดินทางมากมาย แต่ว่าก็ทรงแย้มพระสรวลตลอดระยะเวลา จะเป็นวันที่ผมไม่มีทางลืมได้เลย…

ยังมีภาพรวมทั้งเรื่องราวอีกเยอะมากที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ในหนังสือ ‘๙ เหนือเกล้า จากโลซานน์ถึงลาน

สนับสนุนโดย: บอลนิยม เว็บแทงบอลออนไลน์